ความฝันจากนักบินสู่อาชีพหมอกระดูก

1424889768_thumb  นพ.สุทร บวรรัตนเวช
President of AO Foundation
แพทย์ไทยเก่งระดับโลก

คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะมีแพทย์ไทยสักคนหนึ่งที่ได้รับการยกย่องในองค์กรทางการแพทย์ระดับนานาชาติเช่น AO Foundation แต่สำหรับ ‘นพ.สุทร บวรรัตนเวช’ ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ แพทย์ผู้ชำนาญการรักษากระดูกหักได้พิสูจน์ให้ทั่วโลกได้ประจักษ์แล้วว่าคนไทยก็เก่งไม่แพ้ชาติไหนจริงๆ

ความฝันจากนักบินสู่อาชีพหมอกระดูก

เด็กผู้ชายส่วนมาก อาชีพที่อยากทำก็หนีไม่พ้นทหาร พอจบมศ.3 ผมจะเข้าไปเรียนเตรียมทหารเพราะอยากจะเป็นนักบิน แต่ทางบ้านไม่เห็นด้วยกลัวว่าจะเป็นอันตราย เพราะสมัยนั้นเครื่องบินยังไม่ค่อยดี อยากให้ผมไปเรียนอย่างอื่น ผมเลยเรียนมัธยมต่อแล้วเลือกเรียนหมอ สมัยนั้นคณะแพทยศาสตร์มีอยู่ 3 แห่งคือที่ ศิริราช จุฬาฯ กับที่เชียงใหม่ ซึ่งผมโชคดีสอบได้ที่เชียงใหม่เมื่อปี 2511 ช่วงที่เรียนผมใช้ชีวิตสนุกสนานมาก หลายคนคิดว่าผมอยู่คณะเกษตรฯ เพราะใส่กางเกงยีนส์รองเท้าผ้าใบลุยๆ ผมไม่คบกับเพื่อนที่เรียนหมอด้วยกันเลย พวกนั้นเอาแต่อ่านหนังสือ ไม่สนใจเรื่องสังคม ในขณะที่ผมเต็มที่กับกิจกรรมมากเป็นเชียร์ลีดเดอร์คณะวิทยาศาสตร์ แต่ถึงเวลาเรียนก็ไปเรียนนะ ไม่เคยโดด จนจบมาด้วยแพทยศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยม
“ตอนสมัยยังเป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่ 5 จะมีวิชาเลือกซึ่งจะเลือกลงวิชาใดก็ได้ เพื่อนส่วนใหญ่จะเลือกลงเรียนวิชาที่ไม่ต้องขึ้นเวร แต่ผมเลือกเรียนออร์โธฯกับอาจารย์ชนินทร์ มหรรฆนุเคราะห์ ซึ่งผมประทับใจท่านมาก ต้องบอกว่าท่านเป็นสุดยอดครูจริงๆ แต่ขึ้นชื่อในความเฮี้ยบของท่าน ครั้งแรกที่พบกัน ท่านถามผมว่าแน่ใจหรือที่เลือกเรียนออร์โธฯ ผมบอกแน่ใจ ผมสนใจอยากเรียนรู้เรื่องทางออร์โธฯจริงๆ ท่านจึงบอกกฎมาว่า หนึ่ง ต้องอยู่เวรทุกวัน สอง วันไหนมีคนไข้มาที่ห้องฉุกเฉินถ้าท่านไปถึงท่านจะต้องเห็นผมอยู่ตรงนั้น ซึ่งถือว่าเป็นการเรียนวิชาเลือกที่หนักมาก แต่ขณะเดียวกันท่านก็ทุ่มเทสอนผมเต็มที่จนครบ 5 อาทิตย์ ท่านบอกเลยว่าไม่เคยเห็นใครอดทนได้ถึงขนาดนี้ แล้วก็ไม่เคยให้ A ใครเลย แต่ท่านก็ยอมให้ A ผม (ยิ้ม) พอเรียนจบแพทย์ทั่วไปแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจเลือกเรียนเฉพาะทางต่อทางด้านศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ เพราะความประทับใจในการได้เรียนรู้กับอาจารย์ชนินทร์ในตอนนั้น”

ชีวิตหมอในค่ายทหารต่างจังหวัด

“ผมเข้าฝึกอบรมสาขาออร์โธปิดิกส์ ที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า 3 ปี เมื่อเรียนจบ อาจารย์ธำรงรัตน์ แก้วกาญจน์ ชักชวนให้ผมทำงานอยู่ที่นั่นเลย แต่โรงพยาบาลทหารจะมีกฎว่าช่วงแรกต้องไปประจำอยู่ต่างจังหวัดก่อนจึงจะกลับมาประจำในกรุงเทพได้ อาจารย์ธำรงรัตน์ก็กรุณาจะของดเว้นให้ แต่ผมยืนยันว่ากฏต้องเป็นกฏ ก็ได้ไปเริ่มรับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ จังหวัดปราจีนบุรี โดยบรรจุเป็นทหารยศร้อยเอก ทำงานอยู่ที่นั่นเกือบ 2 ปี ต้องบอกว่ารักษาทุกอย่างจริงๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะกระดูกอย่างเดียว แล้วก็ถูกเรียกตัวกลับเข้ามาอยู่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ช่วงนั้นมีสงครามเวียดนามและการปราบปรามคอมมิวนิสต์ จึงมีทหารที่ได้รับบาดเจ็บเยอะมาก ถนนหนทางก็ลำบาก กว่าจะเอาคนไข้ออกมาจากป่าได้ก็นานจนบางคนหนอนขึ้นแผล เหม็นเน่ามาก แล้วสมัยนั้นการรักษาก็ไม่เหมือนตอนนี้ อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่ค่อยมี ทางเลือกในการรักษาก็มีไม่มาก ส่วนมากก็จะใส่เฝือก ไม่ค่อยได้ผ่าตัด บางครั้งถอดเฝือกออกมา ข้อติดบ้าง กระดูกคดบ้าง กระดูกไม่ติดบ้าง ไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย”

จุดเริ่มต้นของการรักษาแบบ AO

“ประมาณปี 2520 ศาสตราจารย์ Hans Willenegger ประธาน AO International ได้เดินทางมาบรรยายที่ กรุงเทพและเป็นครั้งแรกที่ศัลยแพทย์ไทยได้รู้จักคำว่า AO ซึ่งมาจากคำเยอรมันอ่านว่า Arbeitsgemeinschaft für Osteosynthesefragen (หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า ASIF- Association for the Study of Internal Fixation) ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรทางการแพทย์ที่ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการผ่าตัดยึดตรึงกระดูก ก่อตั้งโดยหมอในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ 13 ท่านที่พยายามพัฒนาการผ่าตัดรักษากระดูกหักแล้วถ่ายทอดความรู้ให้หมอคนอื่นต่อๆกันไป ตอนแรกมีการเรียนการสอนอยู่ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสฯเท่านั้น หลังจากนั้นก็กระจายไปยังออสเตรีย เยอรมัน อเมริกา เอเชีย ลาตินอเมริกา ในวันที่ศาสตราจารย์ Willenegger มาบรรยายเกี่ยวกับ AO นั้น ผมมีโอกาสไปฟังด้วย ผมรู้สึกว่าการรักษาแบบนี้น่าสนใจมาก ผมอยากไปเข้าคอร์สฝึกอบรมด้วย แต่ตอนนั้นถ้าอยากเรียนต้องไปเรียนที่สวิสฯ ผมคงไม่มีโอกาส แต่พอปีต่อมาผมโชคดีมากที่ได้ไปเรียนที่สวิสฯ โดยได้รับความกรุณาจากอาจารย์ธำรงรัตน์ ได้หาทุนสำหรับเป็นค่าเดินทางให้ ตอนนั้นผมยังถือว่าเป็นหมอรุ่นเด็ก อายุแค่ 27 ปี รายได้ก็ยังไม่มาก แต่ผมยอมขายรถเลย เพื่อหาเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายที่นั่น นอกจากผมแล้วก็มีอาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่านที่ได้ไปเข้าคอร์สเเรียนในครั้งนั้น ซึ่งถือว่าเป็นหมอไทยรุ่นแรกๆที่ได้เข้าคอร์สของ AO ที่เมืองดาวอส

ผมได้ไปดูว่าเขาใช้เทคนิคอะไร มีการผ่าตัดแบบไหน ได้เรียนรู้ว่า AO Principle จะมีหลักการที่สำคัญ 4 ข้อคือ การจัดกระดูกให้เข้าที่ตามกายวิภาค, การยึดตรึงกระดูกโดยวัสดุอุปกรณ์ที่มีความแข็งแรงมั่นคง, การผ่าตัดที่ไม่ทำลายเส้นเลือดหรือเนื้อเยื่อโดยรอบของกระดูก, การให้ผู้ป่วยเริ่มเคลื่อนไหวให้เร็วที่สุดหลังการผ่าตัดโดยไม่ต้องใส่เฝือก ซึ่งถือว่าเป็นหลักการการผ่าตัดรักษากระดูกหักซึ่งหมอออร์โธฯทั่วโลกยึดถือกันมาจนถึงวันนี้”

กับตำแหน่ง President of AO Foundation คนแรกจากทวีปเอเชีย

หลังจากคอรส์แรก ผมนำความรู้ที่ได้กลับมาใช้ ฝึกฝนจนชำนาญมากขึ้น 3 ปีต่อมาผมได้กลับไป ดาวอสเพื่อเรียน AO Advance Course อีกครั้ง และมีโอกาสเรียนต่อเป็น Fellow อีก 3 เดือน ผมเห็นว่าการที่หมอไทยท่านอื่นๆ จะมีโอกาสเหมือนผมจะเป็นไปได้ยาก ถ้ามาได้ในแต่ละครั้งก็เพียงไม่กี่ท่าน ผมคิดว่าหากนำเครื่องมือเข้ามาสอนให้กับหมอในประเทศไทยจะมีประโยชน์มากกว่า ผมพยายามติดต่อกับ AO อยู่นาน จนในที่สุดปี 2528 จึงได้นำเครื่องมือของ AO ที่ใช้ในห้องผ่าตัดจริงมาสอนให้กับหมอไทย คอร์สแรกๆ มีหมอเรียนประมาณ 40-50 คน พอเราเริ่มมีหมอไทยที่มีความรู้ความเข้าใจเทคนิคนี้มากขึ้น ทำให้มีทีมมาช่วยสอนมากขึ้น เราจัดการสอนอย่างนี้เรื่อยมาทุกๆปี เป็นเวลายาวนานติดต่อกัน 30 ปี ไม่เคยเว้น จนปัจจุบันเราสอนหมอได้เกือบ 120 คนต่อปี”

นพ. สุทร ได้ร่วมงานกับ AO Foundation มาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปี ด้วยการเป็นผู้สอนทำให้ต้องเดินทางไปประเทศต่างๆ ทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา จนเริ่มเป็นที่รู้จักและยอมรับจากแพทย์ออร์โธปิดิกส์ทั่วโลกและได้รับเชิญไปบรรยายในประเทศต่างๆ กว่า 100 ประเทศ ในปัจจุบัน AO Foundation ขยายเครือข่ายออกไปมากกว่า 150 ประเทศ โดยแต่ละประเทศจะมีแพทย์ตัวแทนเข้าร่วมบริหารดำเนินนโยบายต่างๆของ AO Foundation และจะมีการเลือกตั้งตำแหน่งประธานในทุกๆ 2 ปี   ซึ่ง นพ.สุทรได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานของ AO Foundation ซึ่งนับว่าเป็นแพทย์จากเอเชียคนแรกที่ได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งนี้

“ปี 2554 เป็นปีที่มีการการเลือกตั้งประธานที่จะต้องรับหน้าที่ในปี 2557 ตามระเบียบของ AO Foundation จะมีการเลือกหลายครั้ง แล้วค่อยๆตัดออกไป จนในที่สุดรอบสุดท้ายเหลืออยู่ 3 ท่าน ซึ่งนอกจากผมแล้ว ยังมีหมอจากสวิสฯและอเมริกา ซึ่งผมก็ได้รับการเลือกตั้งให้เป็น President of AO Foundation คนที่ 13 ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะมาถึงจุดนี้นะ ผมแค่รักในสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมคิดว่าการรักในสิ่งที่ทำจะทำให้ผลงานออกมาดีที่สุด ทุกวันนี้ผมต้องเดินทางไปประชุมหรือไปสอนหมอในต่างประเทศตลอด อยู่เมืองไทยประมาณ 100 วันต่อปี ที่เหลือจะอยู่ต่างประเทศ อย่างสวิสฯ นี่ผมไปมาแล้วร่วม 60 ครั้ง ขนาดลูกชายผมเป็นสจ๊วตยังบอกเลยว่า พ่อบินบ่อยกว่าผมอีก (หัวเราะ) กว่าจะมาถึงวันนี้ ก็เหนื่อยนะ แต่ผมก็มีความสุข ผมคิดว่าผมผ่าตัดให้คนไข้ 1 คนก็มีประโยชน์ แต่ถ้าผมไปเผยแพร่ความรู้กับหมอท่านอื่นๆ จะมีคนไข้อีกเป็นร้อยเป็นพันคนได้รับประโยชน์มากกว่า ช่วงแรกที่ AO เข้ามาในประเทศไทยก็มีเสียงคัดค้านไม่เห็นด้วยกับเทคนิควิธีแบบ AO แต่ในที่สุดเวลาและผลการรักษาก็เป็นข้อพิสูจน์

เดี๋ยวนี้มีคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องกระดูกเยอะขึ้นเรื่อยๆ คนเราอายุยืนขึ้นเลยมีคนเป็นโรคกระดูกพรุนเพิ่มมากขึ้น คนกลุ่มนี้ล้มไม่แรงก็กระดูกหักแล้ว ขนาดภรรยาผมเองก็กระดูกพรุน เมื่อไม่นานมานี้ตกบันไดแค่ไม่กี่ขั้นข้อเท้าก็หัก ผมผ่าตัดดามเหล็กให้เขา ผมก็ใช้เทคนิคการผ่าตัดเชื่อมกระดูกหักแบบแผลเล็กของ AO ซึ่งผมมีส่วนร่วมในการคิดค้นพัฒนาเทคนิคนี้จนเป็นที่ยอมรับทั่วโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าการรักษากระดูกหักต้องผ่าตัดทุกครั้งนะ กระดูกหักไม่ผ่าก็ได้ หมอต้องดูความเหมาะสม เมื่อผมรักษาคนไข้ผมก็จะเลือกการรักษาที่ดีที่สุดให้กับคนไข้ไม่ว่าเขาจะยากดีมีจน พลทหารหรือนายพล ผมรักษาเหมือนกันหมด ผมถือว่าผมต้องรักษาคนไข้ให้เหมือนรักษาคนที่ผมรัก ภรรยาผมก็อายุมากขึ้น มีโรคประจำตัวเหมือนผู้สูงอายุคนอื่นๆ จะผ่าตัดก็ต้องระมัดระวังต้องดูแลกันมากเป็นพิเศษ ผ่าแบบแผลเล็กก็ช่วยให้ฟื้นตัวเร็ว ภาวะแทรกซ้อนต่ำ แล้วก็ไม่ค่อยเจ็บมาก กับคนไข้ท่านอื่นๆแพทย์ในทีมเราก็ดูแลกันแบบนี้ ผมสอนหมอรุ่นน้องเสมอว่า ให้รักษาคนไข้ให้เหมือนรักษาตัวเราเองหรือเหมือนรักษาพ่อแม่เรา ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่แพทย์ทุกท่านควรยึดถือนำไปปฏิบัตินะครับ”